แอมะซอนเป็นกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในป่าดงดิบ รวมถึงเป็นบ้านบรรพบุรุษของชาวอินเดียกว่าหลายล้านคน ประกอบได้ด้วย 400 ชนเผ่าที่มีภาษาพูดและวัฒนธรรมแตกต่างกัน กลุ่มส่วนใหญ่ได้มีการติดต่อกับโลกภายนอกมากว่า 500 ปี ส่วนกลุ่มอื่นๆยังคงไม่ถูกค้นพบและไม่ยอมเผยตัวต่อสังคมมนุษย์ ชาวแอมะซอนส่วนใหญ่อาศัยตามลุ่มแม่น้ำ ประทังชีวิตด้วยการปลูกพืชผักกิน อย่างเช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่วและกล้วย นอกจากนี้ยังเป็นชาวประมงที่มีทักษะดีเลิศเมื่อดูจากเทคนิคการจับปลาด้วยสมุนไพร ซึ่งจะออกฤทธิ์ทำให้ปลาหมดสติไปชั่วคณะ ในขณะที่บางกลุ่มเน้นออกล่าสัตว์ธนู หอก หรือแม้แต่อาวุธปืนลูกซอง หลายคนคิดว่าชาวแอมะซอนเป็นชนเผ่าเพเนจร แต่ความจริงแล้วชนเผ่าส่วนใหญ่จะมีถิ่นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มักจะอาศัยลึกเข้าไปในป่าดงดิบห่างไกลจากผู้คน

เด็กชาวแอมะซอนส่วนใหญ่จะได้รับการเรียนการสอนจากพ่อแม่ พวกเขาจะเรียนเรื่องรอบตัวอย่าง ป่า ต้นไม้ สัตว์ และวิธีเข้าสังคมของชาวแอมะซอน จนสุดท้ายคือการสอนให้มีชีวิตรอดในป่าได้ด้วยตนเอง เรียนที่จะล่าสัตว์ หรือจับปลา และรู้ได้ว่าต้นไม้ชนิดไหนมีประโยชน์หรือเป็นพิษ พวกเขามีความรู้เรื่องป่ามากกว่านักวิทยาศาสตร์ที่ใช้เวลาศึกษากว่าหลายปีเสียอีก ป่าแอมะซอนมีต้นไม้และสัตว์มากกว่าหลายล้านสายพันธุ์ ผู้คนเริ่มตั้งถิ่นฐานที่ตรงนี้มากว่าพันปี น่าใจหายที่กลุ่มหลักๆอย่าง Caribs ได้หายไปอย่างไร้ร่องลอย เหลือเพียงแต่คนผู้คนที่กระจัดกระจายออกเป็นกลุ่มเล็กๆจนถึงทุกวันนี้ ชาวแอมะซอนที่เหลืออยู่ได้ใช้ชีวิตด้วยการตัดขาดจากโลกภายนอก คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมและภาษาอันน่าทึ่งที่ไม่เหมือนชนชาติใดบนโลก

ชนพื้นเมืองแอมะซอนถูกรุกราน

เพราะว่าเมื่อชาวยุโรปเข้ามาเริ่มตั้งอาณานิคมเมื่อ 500 ปีก่อน ทำให้ชนพื้นเมืองต้องบาดเจ็บล้มตายจากการขยายอาณานิคมอย่างมากมายจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะเห็นคนนอกเป็นศัตรู นักสำรวจชาวยุโรปยังมาพร้อมกับเชื้อโรคต่างๆจากโลกใหม่เข้ามาอย่าง โรคฝีดาษ หรือแม้กระทั่งโรคไข้หวัดธรรมดาที่ชาวยุโรปได้พัฒนาภูมิต้านทานที่รักษาหายได้เอง แต่สำหรับชนพื้นเมืองที่ไม่มีภูมิคุ้มกันอาจถึงตายได้ ผลกระทบจากเรื่องนี้ทำให้ชนพื้นเมืองกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ตายจากโรคที่ชาวยุโรปนำเข้ามาจากต่างโลก หายนะยังคงดำเนินต่อไปเมื่อพวกเขายังเดินทางไปสำรวจโอเซียเนีย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่มาหลายพันปีแต่เมื่อพื้นที่ถูกยึดครองโดยชนชาติอื่น พวกเขาจึงต้องจำยอมย้ายออกไปอาศัยที่อื่น บางกลุ่มที่ไม่ยอมก็ลุกขึ้นสูงและล้มตายในที่สุด ทุกวันนี้จึงเริ่มมีมูลนิธิและความร่วมมือระหว่างประเทศยื่นมือเข้ามาช่วยปกป้องชาวแอมะซอนไม่ให้ถูกทำร้ายจากพวกเราอีกต่อไป